เพิ่งไปดูข้างหลังภาพ The Musical มาค่ะ

ก่อนอื่นต้องเกริ่นนำนิดนึงว่าเราก็เป็นคนนึงที่รู้จักนวนิยายเรื่องนี้เมื่อต้องอ่านเป็นหนังสืออ่านนอกเวลาสมัยมัธยมต้น และหลังจากนั้นก็เป็นแฟนนวนิยายเรื่องนี้ต่อมาเรื่อย ๆ แม้ว่าจะไม่ถึงกับแฟนพันธุ์แท้ แต่ก็ชอบ โดยเฉพาะช่วงเฉลยของนิยายเรื่องนี้ ซึ่งนับเป็นครั้งแรก ๆ ที่อึ้งกับตอนจบแบบหักมุมมาก (ชีวิตวัยเด็กไม่ค่อยเจอใครหักมุมใส่หนะค่ะ เหอ ๆ ) แล้วก็เลยประทับใจติดต่อมาจนโตเป็นผู้ใหญ่ เคยดูหนังเรื่องนี้ทั้งสองเวอร์ชั่นและดูละครเวทีแล้วด้วย

ไหน ๆ ช่วงนี้ก็เขียนภาพไม่เสร็จซะทีแล้ว ก็มารีวิว "ข้างหลังภาพ" แก้ภาวะบล็อกดองกันนิดนึงละกันค่ะ

ข้างหลังภาพ เป็นนวนิยายว่าด้วย รักต้องห้าม ระหว่างนพพร นักศึกษาหนุ่มอายุ 22 ปี ซึ่งต้องไปเรียนต่อที่ประเทศญี่ปุ่น กับ หม่อมราชวงศ์กีรติ หญิงสาวผู้สูงศักดิ์อายุ 35 ปี ซึ่งมีสามีแล้ว ความรักที่เกิดขึ้นระหว่างเวลาพบกันไม่กี่วัน ก่อให้เกิดความประทับใจและความเจ็บปวดต่อเนื่องยาวนาน และนำมาสู่โศกนาฏกรรมในที่สุด

[คำเตือน] entry นี้มุ่งวิจารณ์ถึงตอนสำคัญของเนื้อเรื่อง ข้างหลังภาพ แต่ละเวอร์ชั่น เปรียบเทียบกันเป็นสำคัญ อาจไม่เหมาะสำหรับท่านที่ไม่ต้องการถูก spoil เนื้อเรื่องของข้างหลังภาพนะคะ

คิดว่าหลาย ๆ ท่านคงทราบดีอยู่แล้วว่าหลังจากนพพรพยายามทวงถามคำว่ารักจากคุณหญิงกีรติมานานแต่ไม่ได้รับคำตอบ เขาก็แต่งงานกับหญิงสาวที่ทางครอบครัวหมั้นหมายให้ ก่อนจะทราบว่าคุณหญิงกีรติยังคงรักเขาตลอดมาตั้งแต่จูบแรกที่มิตาเกะจนกระทั่งลมหายใจสุดท้ายของเธอ แต่กว่าเขาจะทราบเรื่องนี้ทุกอย่างก็สายไปเสียแล้ว คุณหญิงกีรติจากเขาไปด้วยวัณโรค ทิ้งภาพวาดสีน้ำของทิวทัศน์ที่มิตาเกะ - ภาพที่ดูธรรมดามากจนใครต่อใครได้แต่มองผ่านไป - ไว้กับเขา และคงไม่มีใครทราบถึงความหมาย ชีวิต และหัวใจที่อยู่เบื้องหลังภาพนี้ยกเว้นคุณหญิงกับนพพร.... กลายมาเป็นประโยคสำคัญประโยคหนึ่งในหนังสือ ที่ว่า "ข้างหลังภาพมีชีวิต.." และกลายเป็นชื่อของนวนิยายเรื่องนี้นี่เอง

ในความคิดของเรา เรื่องราวนี้กลายเป็นโศกนาฏกรรมก็เพราะเงื่อนไขสองอย่าง นั่นคือ จารีต และ เวลา

ในเรื่องจารีต... ทั้งคู่ถูกตีกรอบด้วยจารีตถึงสองชั้น นั่นคือ ความต่างชั้นของสังคม นพพรเป็นชายหนุ่มธรรมดา ส่วนคุณหญิงเป็นเจ้า เป็นคุณหญิงของท่านเจ้าคุณ คือเป็นผู้มีหน้ามีตาในสังคมในช่วงนั้น ทั้งยังมีจารีตด้านครอบครัว คือการที่เธอมีสามีแล้ว มาตีกรอบอีกชั้น

แค่สองชั้นนี้ก็กีดกั้นความรักเสียจนแทบมองไม่เห็นทางออกแล้ว.... แต่ถ้าไม่มีเงื่อนไขข้อที่สองมาเกี่ยวข้อง เรื่องนี้ก็คงไม่โดดเด่นและอยู่ในใจของอีกหลายคน

เงื่อนไขของเวลา....

เมื่ออ่านหนังสือ เราจะเข้าใจจิตใจของฝ่ายนพพรแต่ฝ่ายเดียว เนื่องจากกลวิธีการเขียนผ่านมุมมองของนพพรโดยตรง เราจะรู้ว่าเขารู้สึกพิเศษกับคุณหญิงเมื่อไร ความรู้สึกของเขารุนแรงขึ้นเมื่อใด และในที่สุด เมื่อห่างกันไปนาน ๆ ความรักที่รุนแรงเหมือนโคถึกก็ค่อย ๆ จืดจางลงจนแทบจะดับสนิท แตกต่างจากฝ่ายคุณหญิงที่มีความรักมั่นคง แน่นอน แม้จะเก็บไว้อย่างมิดชิดแต่ก็ไม่เคยจืดจางขาดหายไป

โชคดีมากที่เราเคยดูหนังเรื่องนี้ฉบับที่อำพล ลำพูน แสดงคู่กับนาถยา แดงบุหงา ด้วย

.

ฉบับนี้เหมือนเป็นการถ่ายทอดเรื่องราวในหนังสือให้เป็นภาพบนแผ่นฟิล์มอย่างครบถ้วนและหมดจด เนื้อเรื่องในหนังเดินตามหนังสือมากถึงมากที่สุด ผู้ชมจะได้รู้สึกถึงความสวยงามของสถานที่ ความสวยงามของความรัก ภาษาพูดและภาษาเขียนอันงดงามจากบทประพันธ์ต้นฉบับ และรู้สึกช็อคไปพร้อมกับนพพร เมื่อเขาได้ทราบความจริงในบทสุดท้าย กับประโยคทองของหนังสือ "ความรักของเรา นพพร..... ความรักของเธอเกิดที่นั่นและก็ตายที่นั่น..... แต่ของอีกคนยังคงรุ่งโรจน์อยู่ในร่างที่ใกล้จะแตกดับ"

หนังฉบับนี้กำกับโดย คุณเปี๊ยก โปสเตอร์ ผู้กำกับระดับยอดฝีมือท่านหนึ่งของเมืองไทย... ข้อมูลจากวิกิพีเดียบอกว่า ฉายครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2528 คือเมื่อ 22 ปีก่อน ช่วงที่คนเรายังมีมาตรฐานความคิดด้านศีลธรรมค่อนข้างเคร่งครัดกว่าสมัยนี้... สมัยที่ผู้หญิงยังได้รับการสอนให้รักนวลสงวนตัว อย่าแสดงความรักต่อผู้ชายอย่างโจ่งแจ้งนัก สมัยที่เพลงต่าง ๆ ยังแต่งให้เป็นคำกลอนมีสัมผัสคล้องจอง ยังไม่คลี่คลายเป็นกลอนเปล่าเหมือนในสมัยนี้

ดังนั้น การแสดงความรักในหนังฉบับนี้จึงไม่โจ่งแจ้ง ไม่ชัดเจน รุนแรง หรือเร่าร้อนมากนัก การแสดงของคุณนาถยาชวนให้เรารู้สึกว่าเธอเป็นผู้หญิงที่สูงศักดิ์ เรียบร้อย กริยาดี และถ้าไม่เคยอ่านหนังสือมาก่อนย่อมไม่มีวันรู้ว่าเธอมีใจรักนพพร แม้ในฉากที่เธอพยายามทำตัวให้เป็นปกติเพื่ออวยพรกับการแต่งงานของนพพรก็ตาม

ในส่วนของนพพร เขาแสดงได้ตรงตามบทประพันธ์ เว้นเสียแต่ช่วงท้าย ผู้กำกับได้เขียนบทให้เขาแสดงความรู้สึกมากกว่าในหนังสือเล็กน้อย ถ้าจำไม่ผิดนะคะ จะมีฉากที่นพพรยืนมองภาพเขียนที่คุณหญิงมอบให้และน้ำตาไหลอยู่เงียบ ๆ ฉากหนึ่ง ซึ่งไม่มีในหนังสือ

แต่แค่นี้ก็เพียงพอแล้วให้เราซาบซึ้งกับความรักของคนทั้งคู่ หลายคนชมภาพยนตรฉบับนี้แล้วยกให้เหนือกว่าภาพยนตร์อีกฉบับหนึ่งตลอดมา... ฉบับที่กำลังจะพูดถึงต่อไปนี้...

.

.

ข้างหลังภาพถูกสร้างเป็นภาพยนตร์อีกครั้งโดยคุณเชิด ทรงศรี ผู้กำกับระดับยอดฝีมืออีกท่านหนึ่ง นำแสดงโดย ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์ และคาร่า พลสิทธิ์ ฉายครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2544 ซึ่งจารีต ประเพณี และกฎเกณฑ์ทางสังคมคลายความเคร่งครัดลงไปพอสมควรแล้ว

ข้างหลังภาพฉบับนี้ได้รับคำวิจารณ์ว่าคัดเลือกนักแสดงได้ดี โดยเฉพาะบทคุณหญิงกีรติ แต่ในแง่การแสดง ดารานำทั้งสองคนได้รับเสียงวิจารณ์ว่ายังส่งอารมณ์ถึงผู้ชมได้ไม่ดีนัก แต่ข้างหลังภาพฉบับนี้เริ่มมีส่วนของการ "ตีความใหม่" เข้ามามากขึ้นและนับเป็นจุดเด่นในสายตาของเจ้าของบล็อกเลยทีเดียวค่ะ

ส่วนของการตีความใหม่นั้นคือการเพิ่มเนื้อเรื่องในส่วนของคุณหญิงกีรติ (ซึ่งนพพรไม่รู้มาก่อน) ในช่วงที่คุณหญิงกลับจากเมืองไทยแล้วมากพอสมควร ตั้งแต่สาเหตุการเสียชีวิตของท่านเจ้าคุณ คือ วัณโรค และทำให้คุณหญิงที่เฝ้าพยาบาลท่านเจ้าคุณติดวัณโรคไปด้วย ตรงนี้โยงต่อไปจนถึงการใช้ชีวิตของคุณหญิงในช่วงก่อนที่นพพรจะกลับมา กล่าวคือ คุณหญิงเฝ้าระวังรักษาสุขภาพเพื่อหวังว่าตัวเองจะหาย รอคอยการกลับมาของนพพร

ความหวังของคุณหญิงพังทลายเมื่อนพพรแจ้งข่าวว่าเขาจะแต่งงาน เธอหมดสิ้นความหวังในชีวิต เลิกดูแลตัวเอง ไม่รับประทานยา จนอาการทรุดหนักและเสียชีวิตในที่สุด

แต่คุณหญิงก็ยังไม่ต้องประสบชะตากรรมที่โหดร้ายเกินไปนัก เมื่อมีการเพิ่มเรื่องราวภายหลังจากนพพรรู้ความจริงเข้ามาอีก นั่นคือ นพพรรู้สึกว่าตัวเองเหมือนเป็นคนฆ่าคุณหญิง จึงพยายามชดเชยด้วยการมาอยู่ปรนนิบัติ ดูแลคุณหญิงอย่างดีที่สุด จนวาระสุดท้าย

ตรงนี้ดูแล้วจะรู้สึกชุ่มชื่นหัวใจอยู่บ้าง.... แต่การดูแลอย่างดีของนพพรก็อาจทำให้เรารู้สึกขัดแย้งกับข้อความสุดท้ายของคุณหญิง ที่ว่า "ฉันตายโดยปราศจากคนที่รักฉัน แต่ฉันก็อิ่มใจว่าฉันยังมีคนที่ฉันรัก" อยู่บ้าง (ก็ตานพพรมาดูแลเห็น ๆ เลยนี่นา จะไม่มีคนที่รักได้จะได) แต่เรื่องราวที่ผ่านมาทั้งหมดก็ทำให้เรารู้สึกสะเทือนใจกับชีวิตฟากคุณหญิงกีรติได้ไม่ยาก

และการตีความโน้มมาทางคุณหญิงกีรติมากขึ้นนี้เอง... ที่เจ้าของบล็อกเข้าใจว่า เป็นแนวการตีความที่นำมาใช้ในฉบับละครเวทีนี้ด้วย

.

.

ดีใจด้วยค่ะ...ท่านได้เริ่มอ่านเรื่องต่อจากบรรทัดแรกของบล๊อกแล้วค่ะ (ฮา)

พ.ศ. 2551 ข้างหลังภาพถูกสร้างเป็นละครเวที โดยคุณถกลเกียรติ วีรวรรณ เจ้าพ่อละครเวทีคนหนึ่งของเมืองไทย นำแสดงโดย สุธาสินี พุทธินันทน์ และ สุกฤษฏิ์ วิเศษแก้ว (งวดนี้ขึ้นเครดิตนางเอกก่อนนะคะ)

สำหรับท่านที่ได้ยินข่าวละครเวทีเรื่องนี้ คงจะทราบดีว่า มีผู้พูดว่า ข้างหลังภาพฉบับนี้ ร้อนแรง เร่าร้อน และลุ้นระทึกปานใด

เริ่มจากการเพิ่มข้อความขาดหายไปในช่องว่างเข้าไปอีก... ตั้งแต่... ทำไมเจ้าคุณถึงยอมให้คุณหญิงไปเที่ยวกับคนอื่นได้ทุกเมื่อเชื่อวัน ทั้งที่เจ้าคุณไปดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์แท้ ๆ

นพพรกับคุณหญิงไปเที่ยวกันขนาดนี้ ไม่มีใครเอะใจเลยรึว่าสองคนนี้จะมีอะไรผิดปกติขึ้นรึเปล่า

แล้ว (ไอ้) นพพร (มัน) นึกยังไงถึง (บังอาจ) ไปหลงรักผู้หญิงอย่างคุณหญิงได้

ละครเวทีเรื่องนี้มีคำตอบส่วนนี้ค่ะ.... แต่ต้องขอละไว้เพราะมันจะยาวเกินไป และอยู่นอกประเด็นมุมมองต่อรักต้องห้าม

ในยุคที่เพลง "อยากเก็บเธอไว้ทั้งสองคน" บ้างละ "คนเลวที่รักเธอ" บ้างละ "บอกเขาว่าเจอฉัน" บ้างละ ได้รับความนิยม และดูเหมือนคนจะไม่เชื่อว่าคนอย่างคุณหญิงจะปากหนักทำตัวเป็นปกติได้ขนาดนพพรไม่เอะใจแม้สักนิดว่ารัก และอีกหลายคนไม่เข้าใจสภาพสังคมในยุคของเรื่องว่า จารีตประเพณีมันเคร่งขนาดนั้นเลยหรือ.... การตีความเรื่องนี้จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนไป

อีกอย่าง... ต้องอย่าลืมว่า ข้างหลังภาพ เป็นหนังมาถึงสองฉบับ และคนที่อ่านเรื่องนี้เป็นหนังสืออ่านนอกเวลาก็มีไม่น้อย คนจะไม่ตกใจเมื่อได้ยินประโยคทองของหนังสือเท่าไหร่แล้ว... แล้วเราจะทำให้เขาซาบซึ้งกับเรื่องนี้อย่างไรล่ะ...

ละครเวทีเรื่องนี้ จึงโฟกัสรักของนพพรกับคุณหญิงอย่างจะจะ คำพูดคำจาดูตรงไปตรงมามากขึ้น การแสดงชวนให้เข้าใจได้ตั้งแต่ครึ่งแรกว่าทั้งสองคนมีใจให้กัน ตั้งแต่พายเรือร้องเพลงด้วยกัน (ได้อ่านคำแปลของเนื้อร้องภาษาญี่ปุ่นแล้ว... ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อค่ะว่าเนื้อหาไม่เหมือนท่อนภาษาไทยที่นพพรชวนคุณหญิงร้องเลย.... นพพรแปลแบบนี้พูดภาษาปัจจุบันก็ต้องพูดว่า ....ช่างกล้านะนพพร) ฉากมิตาเกะซึ่งอื้มมม~~~ (ไปดูเอาเอง) รวมทั้งฉากร่ำลากันที่ท่าเรือ นพพรซบหน้าลงกับมือของคุณหญิง แล้วอ้อนวอนขอให้พูดคำว่ารักเขาสักครั้ง ส่วนคุณหญิงก็เงยหน้าขึ้นกลั้นน้ำตา แล้วมอบผ้าพันคอให้นพพร ซึ่งนพพรก็เอามาพันคอแล้วพยายามปิดคอเสื้อโคทเพื่อซ่อนไม่ให้ใครเห็นผ้าพันคอผืนนั้น.... คนรู้กันทั้งโรงละครว่าสองคนนี้อาลัยรักกันขนาดไหน เหอ ๆ ๆ

อยากอ่านเนื้อและฟังเพลงรักแท้มีอยู่จริง เวอร์ชั่นละครเวที คลิกที่นี่ค่ะ

..

ฉบับนี้เจ้าคุณและต้นห้องของคุณหญิงก็รู้ว่าคุณหญิงคิดยังไงกับนพพร แต่เจ้าคุณไม่ได้ทำอะไรเพราะคุณหญิงก็อดทนยอมอยู่ในกรอบ ไม่ทำเรื่องเสียหาย

มาถึงครึ่งหลังของเรื่อง ตรงนี้ละครได้ตีความใหม่เกี่ยวกับความรู้สึกของนพพร คือแต่เดิมนั้น รักของนพพรก็เหมือนรักของชายหนุ่ม รุนแรงแต่หายไปได้อย่างรวดเร็ว แต่มาครั้งนี้ ดูเหมือนนพพรก็ไม่ได้คลายความรักจากคุณหญิงไปเลย แต่ีที่เขาตัดสินใจแต่งงานนั้นก็เพราะเขาอกหักและไม่อยากรักใคร (จนเหมือนทำตัวประชดรัก) เสียมากกว่า

เมื่อเขามาถึงเมืองไทย เขามองข้ามคุณหญิงไป เมื่อไปแจ้งข่าวแต่งงาน แทนที่คุณหญิงจะอึ้งเล็กน้อยถึงน้อยมากและรีบอวยพร คุณหญิงกลับพยายามรื้อฟื้นความหลังเมื่อครั้งไปญี่ปุ่นให้นพพรรู้หลายครั้งมาก ๆ แต่นพพรก็ไม่เล่นด้วย.... แต่ไม่ใช่เพราะเขาลืม.... จะเห็นว่าเขาหลบสายตา เขารีบเปลี่ยนเรื่องพูด เขาปิดโอกาสที่คุณหญิงจะได้แสดงกริยาหลาย ๆ อย่างที่ประทับใจเขาอย่างที่ญี่ปุ่น และเขาก็ร้องเพลงเคยรัก ซึ่งมีเนื้อหาว่า เคยเจ็บปวดจากความรักกับคนผู้หนึ่งมากและต่อแต่นี้จะไม่ยอมรักใครแล้ว การแสดงและน้ำเสียงของนักแสดงไม่ชวนให้คิดว่าเขาเป็นคนที่เฉยชากับความรักไปแล้วสักนิด

เมื่อคุณหญิงป่วยหนัก นพพรแสดงอารมณ์โศกเศร้าออกมาชัดเจนมาก (อินทีเดียวค่ะ ตรงนี้ต้องให้เครดิตนักแสดง) ทั้งท่าทางของคนฝืนยิ้ม ฝืนทำตัวให้สดใส เพื่อให้กำลังใจเธอ กับเมื่อเขาได้ดูภาพเขียน เขาเริ่มสะอื้นเมื่อพูดบอกว่านั่นคือภาพของ "มิตาเกะ" จากนั้นเมื่อทั้งคู่เข้ามาจับมือกันแล้วคุณหญิงไอหนักทรุดลง นพพรจัดท่านอนให้คุณหญิงนอนสบาย ๆ ห่มผ้าให้ นั่งกุมมือเธออยู่ข้างเตียงแล้วร้องเพลงภาพแห่งชีวิตเหมือนตัดพ้อชีวิตว่า ถ้าคนหนึ่งในภาพหายไป แต่อีกคนหนึ่งยังหายใจ ภาพนั้นจะเป็นเช่นไร.... ตอนนั้นในโรงละครเงียบกริบ ดนตรีเงียบ มีแต่เสียงของนพพรร้องเพลงอย่างเศร้าสร้อยและสั่นเครือ (รอบที่เราดูนพพรร้องเพลงเสียงปนสะอื้นด้วยค่ะ) ซึ่งนับว่าเป็นการแสดงความรักอย่างชัดเจนสุด ๆ เมื่อคุณหญิงสิ้นใจนพพรถึงกับซบหน้าลงข้างเตียงและระิเบิดเสียงร้องไห้ออกมาแบบไม่อายใคร ซึ่งคุณจะไม่เคยเห็นกริยาของนพพรฉบับไหนชัดเจนเท่านี้ (เผอิญไม่ได้หันไปมองข้าง ๆ แต่คาดว่าน้ำตาท่วมโรงค่ะ องก์นี้)

ยิ่งฉากสุดท้าย คือฉากนพพรกับภาพเขียนที่เอามาติดที่ห้องทำงานแล้ว.... ในหนังฉบับก่อน นพพรจะคุยกับปรีดิ์ (ภรรยา) ถึงภาพนี้ด้วยกริยาปกติ แม้ว่าในหนังฉบับคุณเชิด นพพรที่เขียนหนังสืออยู่จะเขียนสะดุดไปหน่อยนึงเมื่อปรีดิ์ทักว่าภาพนี้ได้มาจากไหน แต่ทั้งสองคนก็แสดงอาการเป็นปกติ และยืนดูภาพนิ่ง ๆ แต่ละครเวที ตรงนี้ดูเหมือนนพรจะออกอาการเศร้ามากกว่าฉบับก่อน ๆ ค่อนข้างมาก ยิ่งเมื่อเขาร้องเพลงตอนปรีดิ์ไปแ้ล้วนี่มีร้องไห้สะอื้นด้วยค่ะ ชัดเจนสุด ๆ

ส่วนคุณหญิง เราจะค่อยมีความหวังไปกับฉากที่เธอวาดรูปอย่างมีความสุข เธอจงใจสวมชุดสีน้ำเงินลายจุดซึ่งเป็นชุดที่เธอสวมในวันที่พบกับนพพรครั้งแรกไปรับนพพรกลับจากญี่ปุ่น เมื่อนพพรมองข้ามเธอไปเธอก็แสดงความผิดหวังชัดเจน และเมื่อนพพรมาบอกว่าจะแต่งงาน เธอพยายามทัดทานอ้อม ๆ หลายครั้งหลายหน เมื่อนพพรกลับไปแล้ว เธอถึงกับทิ้งตัวลงร้องไห้ฟูมฟาย จนต้นห้องมาพบเธอได้โผเข้ากอดต้นห้องร้องไห้สะอึกสะอื้น และอาการป่วยเริ่มทรุดหนักตั้งแต่ตอนนั้นมา วิธีตีความตรงนี้จะคล้ายกับฉบับคุณเชิดหน่อยนึง

สรุปก็คือ.... เมื่อเรายิ่งไม่รู้สึกว่าการกระทำนี้ผิดธรรมเนียมมากเท่าไร เราก็ยิ่งเน้นความสวยงาม เน้นเนื้อหาของการกระทำนี้ให้ชัดเจนขึ้นได้เท่านั้น

จากเงื่อนไขสองข้อที่เป็นอุปสรรคความรักที่บอกไว้ตอนต้น.... ตอนนี้เราได้เห็นว่าอุปสรรคมันบางลง อย่างน้อยอุปสรรคด้านเวลาก็ดูแทบจะไม่ส่งผลต่อตัวละครสำหรับฉบับละครเวทีนี้ ในเว็บบอร์ดรัชดาลัยเองก็มีผู้ตั้งกระทู้สงสัยว่า ถ้าคุณหญิงบอกรักนพพรจะเป็นอย่างไร และได้รับคำตอบว่า ถ้าเช่นนั้น ความรักของชายหญิงคู่นี้ก็จะไม่ใช่ "ข้างหลังภาพ" ที่ทุกคนชื่นชอบ (แปลในทางกลับกันก็คือ ในเมื่อนพพรก็ยังคงรักคุณหญิงขนาดนี้ ถ้าคุณหญิงบอกรักและให้ความหวังแก่นพพรไว้บ้าง นพพรย่อมไม่หันไปแต่งงานกับปรีดิ์แน่นอน....อุปสรรคความรักเหลือเพียงขีดบางๆ ตรงที่ความปากแข็งของคุณหญิงเท่านั้น)

ถ้าดูจากมุมมองความรักของแต่ละฉบับ.... ฉบับเดิม ๆ จะมีแง่มุึมพิจารณามาก คือ ชนชั้นเสมอกันไหม แต่ละฝ่ายมีคู่สมรส/คนรักหรือไม่ รักแล้วจะลืมกันหรือเปล่า แต่สำหรับคนปัจจุบัน ความรักเป็นเรื่องของคนสองคน ถ้าหากหัวใจคิดจะรักกันและเปิดหัวใจให้กัน องค์ประกอบอะไรก็ไม่สำคัญนัก (บางคนถึงกับยอมแย่งมาจากคนรักหรือคู่สมรสด้วยซ้ำ) ทั้งที่อุปสรรคก็ยังมไม่น้อยกว่าเดิม คนเราไม่แบ่งชนชั้นหรือศักดิ์ศรี แต่คนละวงการคุยกันไม่เข้าใจ รักแล้วจะลืมกันหรือเปล่าก็ยังมี เรื่องคู่สมรส สำหรับบางคนถือเป็นอุปสรรค แต่บางคนกลับยอมเป็นคนเลวที่รักเธอไปเสียโน่น (ส่วนแย่งได้มาแล้วจะรักกันยืดหรือเปล่า อันนี้ค่อยคิดกันภายหลัง)  

แต่ไม่ว่าอุปสรรคของความรักจะมากขึ้นหรือน้อยลง ที่ข้างหลังภาพยังคงความสวยงาม.... คงเป็นเพราะภาพนั้นเป็นภาพที่อยู่ในกรอบ... กรอบตรง ๆ ของจารีตประเพณีอันดีงาม การพยายามบังคับใจตัวเองไม่ให้ทำตามใจจนทำร้ายใคร อยู่ในกรอบประเพณีอันเหมาะสมนั้นดูงดงามเสมอ ถ้าหากคุณหญิงยอม "กิ๊ก" (ภาษาสมัยก่อนเรียกว่า "ทำชู้") กับนพพร เรื่องราวย่อมไม่งดงามและตรึงใจในแบบนี้.... แต่เรื่องราวจะกลายเป็นแนวอื่นที่สวยงามหรือไม่ก็ไม่ทราบ.... แต่คงไม่สวยในรูปแบบนี้แน่นอน...

ป.ล. เมื่อไปดูละครเวทีมาแล้ว... บี้์... แสดงดีค่ะ ไม่ถึงกับเจ๋ง แต่ก็อินได้ไม่ยาก แต่ทั้งนี้่ความเทพทั้งมวลขอยกให้คุณแพท กับคุณรัดเกล้า... เราร้องไห้เพราะเธอสองคนนี้แหละ เหอ ๆ ๆ

ป.ล.2 เรื่องนี้ไม่ค่อยอินเท่าไหร่ค่ะ...จนกระทั่งมานั่งวิจารณ์กับคนโน้นคนนี้ จะเริ่มรู้สึกอยากดูอีกรอบขึ้นมาตงิด ๆ และถ้ายิ่งฟังเพลง Original Cast จะยิ่งรู้สึกอินมากขึ้น... ท่านที่ต้องการจำกัดความอินของตนเองพึงละเว้นค่ะ 555

ภาพประกอบ จาก

http://www.thaiworldview.com/tv/tv6.php

http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/newmovie/behindthepaint/painting.html

http://www.scenario.co.th/rachadalai/khanglangparb/tha.html

Comment

Comment:

Tweet

#7 By (58.8.101.247) on 2009-07-01 16:38

#6 By (124.120.34.243) on 2009-04-18 08:51

มาเพิ่มเติมนิดนึงค่ะ เพื่อความสมบูรณ์อีกสักนิดหน่อย

เมื่อวานไปเดิน ๆ ร้านหนังสือแล้วไปได้นิยายข้างหลังภาพมา

ในนิยายคุณหญิงเก็บอาการได้เนียนมาก ๆ สมกับเป็นเจ้า แต่กริยาอาการหลายอย่างบอกให้เห็นว่า เธอ 'ไม่ปฏิเสธนพพร' และนพพร ซึ่งเป็นคนเล่าเรื่องทั้งหมดให้ผู้อ่านได้ฟังภายหลังคุณหญิงเสียไปแล้ว ได้ให้ความเห็นไว้หลายที่ว่า การกระทำตรงนั้นตรงนี้ของคุณหญิงมีนัย แต่เขาไม่เอะใจมาก่อน

นัยที่ซ่อนอยู่เหล่านี้ ทั้งคุณเชิด และคนเขียนบทละครเวที หามันจนพบและนำมาแสดงออกมาให้เห็นชัด ๆ ในงานของพวกเขา ตามแบบฉบับของตัวเอง

แต่พออ่านเทียบกันแล้ว คุณหญิงกีรติในฉบับละครเวทีแสดงออกเยอะมาก.... มากจนแทบจะสูญเสียความสง่างามในฉบับนิยายไปทีเดียว แต่นี่อาจเป็นวิธีนำเสนอที่เหมาะสมกับคนทั่วไปในยุคนี้ก็ได้ เพราะคนรุ่นใหม่อย่างเรา ถ้าจะให้นึกภาพเจ้านายสมัยก่อนที่เก็บอารมณ์และรักษาเกียรติอย่างสูงแล้วก็พาลนึกไม่ออก แล้วชวนไม่อินได้ง่ายหละ

#5 By lexManarae on 2008-10-13 09:51

อื้อหือ...ละเอียดยิบเลย.......

#4 By รีคอนดำ on 2008-10-07 23:04

ปกติจะไม่อ่านหนังสือ ดูหนังหรือละครที่ตอนจบเศร้ากินใจแบบนี้ เหมือนคนไม่ยอมรับความจริงนะคะ sad smile

อย่างเรื่องคู่กรรมตอนเป็นละคร ก็ดูตลอดพอตอนจบก็ไม่ดู

แต่ชอบเนื้อหาความน่าประทับใจเหล่านั้น big smile

#3 By ~ N ~ on 2008-10-05 09:13

อ่านตั้งแต่ต้นจนจบเลยค่ะ รีวิวจนอยากไปดูละครเวทีเลย แต่เรื่องแบบนี้ดูแล้วเศร้าจริงๆ T_T

#2 By MEISANMUI™ on 2008-10-02 22:58

เพื่อนเราดูแล้วก็ร้องไห้เหมือนกัน

#1 By ชุน on 2008-10-02 22:21