20-28 พฤษภาคม 2551 เขียนงานในหัวข้อ "สีเขียว" ของเว็บโดจินซิตี้

หลังจากกิจกรรม ทหารกับอาวุธ ซึ่งเราได้วาดภาพไปถึง 2 ภาพไปแล้ว มาถึงหัวข้อที่ค่อนข้างจะนามธรรมและตีความได้หลากหลายขึ้นกว่าเก่า นั่นคือ สีเขียว : อะไรก็ได้ที่มีสีเขียว ดูบ้าง

ในการหาหัวข้อวาดภาพในครั้งนี้นั้น เรารู้ตัวเองว่าเป็นคนวาดภาพช้า ยิ่งถ้าหากหัวข้อวาดไม่น่าสนใจหรือกำลังเบื่อก็ยิ่งเขียนไม่ออก ดังนั้น ต้องหาหัวข้อที่รู้สึกว่าน่าสนใจ และเป็นหัวข้อที่คนอื่นนึีกไม่ถึง สามารถส่งช้าได้โดยไม่ต้องกลัวจะซ้ำกับผู้ร่วมกิจกรรมคนอื่น

ครั้งนี้โชคดีที่ได้หัวข้อที่ตัวเองสนใจ.... และโชคดียิ่งกว่านั้น นั่นคือมีแหล่งข้อมูลที่แสนจะน่ารัก ทำให้บรรยากาศในการทำงานและหาข้อมูลสนุกสนาน รุ่มรวย จนน่าบันทึกขั้นตอนไว้อย่างละเอียดทีเดียว

เพลงประกอบ

ภาพสำเร็จ

.

[แนวคิดเริ่มแรก] เนื่องจากเมื่อเห็นหัวข้อนี้จากกระทู้โหวตหัวข้อก็เคยคิดเล่น ๆ ว่า อยากวาดทหารสวมชุดพรางส่งหัวข้อสีเขียวนี้ จะเป็นไอเดียที่แปลกมากแน่ ๆ แต่บังเอิญว่าเราเพิ่งจะวาดภาพทหารถึง 2 ภาพในกิจกรรมก่อนหน้านี้ จึงไม่อยากวาดหัวข้อซ้ำ

และเมื่อคุย msn กับคุณหมอ Tachto แหล่งข้อมูลไปสักพัก จากคำพูดพล่อย ๆ ก็ทำให้หัวข้อนี้บังเกิด

เรื่องราวในภาคต่อของ sp ทหาร ชิ้นที่แล้ว หลังจากคุณพระเอกถูกยิง ก็ต้องถูกเข็นเข้าห้องผ่าตัดเซ่ !!! และงานนี้ พระเอกของภาพก็คือหมอผ่าตัด ที่สวมชุดเขียว ๆ และห้องที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์สีเขียวผ่านการฆ่าเชื้อ

แน่นอนว่า ชุดของหมอผ่าตัดช่างปกปิด และแสดงอารมณ์ความรู้สึกได้น้อยมาก ๆ แต่ส่วนที่ทำให้งานชิ้นนี้น่าสนุกที่จะทำก็คือการหาข้อมูลนี่แหละค่ะ

โอเคว่า ห้องผ่าตัดในความรู้สึกนึกคิดของคนเรา แค่มีแสงไฟดวงกลมสว่างจ้าจากเพดาน หมอใส่ชุดเขียว ๆ มีที่ปิดปากยืนรุม ๆ เตียงสีเขียวที่มีผ้ากางพาดไปมา แล้วเรียกหามีดผ่าตัด/กรรไกร พยาบาลซับเหงื่อ (อันหลังสุดนี้แหล่งข้อมูลบอกว่า ตั้งแต่เขาเรียนมาจนจบ จนทำงาน ยังไม่เคยเห็นสักที) ก็ได้ความรู้สึกของการผ่าตัดแล้ว แต่รายละเอียดของภาพในห้องผ่าตัด มันยังมีเรื่องปลีกย่อยมากมายกว่านี้

และเนื่องจากความรู้สึกผิดสะสมมาจากเขียนงานชิ้นก่อน ในขั้นตอนตรวจความถูกต้องจะมีรายละเอียดหลายอย่างที่หมอบอกว่า น่าจะมีนะ เช่นเลือดที่ควรจะเปื้อนมากกว่านี้ ใบหน้าพระเอกควรจะมีแผล (ถูกยิงแล้วล้มก็ต้องเปรอะ ต้องมีแผลกันบ้างหละน่า) ปอดทะลุเลือดอาจจะไหลออกทางปาก ฯลฯ รึอย่างที่ดามคอ ที่หมอบอกว่าควรใส่ระหว่างเคลื่อนย้ายคนไข้ที่ไม่รู้สึกตัว แต่คนเขียนนี่แหละดื้อรั้นไม่ยอมใส่เนื่องจาก 'รันทดเกินไป' จำได้ว่าตอนนั้นพูดคำนี้มากจนชักเริ่มรู้สึกผิดว่า... เราเน้นความสวยงามจนละเลยความถูกต้องไปเยอะมาก ๆ

ดังนั้นเราจะแก้ตัวกับชิ้นนี้ด้วยการพยายามเขียนให้ตรงความเป็นจริงมากที่สุดแล้วกันนะ !!!

เริ่มแรก คือ พระเอกของภาพ (หมอผ่าตัด) กับกริยาอาการซึ่งตามแนวคิดแล้ว นี่จะเป็นการเตรียมตัวลำดับท้าย ๆ ก่อนจะเริ่มกระบวนการผ่าตัด คุณหมอ Tachto อธิบายพร้อมส่งเว็บข้อมูลให้อ่าน ว่า มีขั้นตอนอะไรบ้าง ในที่สุดเราเลือกจะวาดคุณหมอซึ่งสวมชุดปลอดเชื้อสีเขียวเรียบร้อยแล้ว ในท่าสวมถุงมือปลอดเชื้อ (การสวมถุงมือจะทำต่อเมื่อสวมหมวก-หน้ากาก-ชุดปลอดเชื้อเรียบร้อยแล้ว ระหว่างนี้คุณหมอจะต้องหันหลังให้ field ผ่าตัดด้วย เพื่อหันให้ด้านหลัง ซึ่งมีชุดปลอดเชื้อคลุมอยู่ เข้าใกล้ field ผ่าตัด ส่วนมือ ซึ่งต่อให้ล้างดียังไง ก็ยังไม่ถึงขนาดปลอดเชื้อ อยู่ห่างจาก field ผ่าตัดไปก่อน ป้องกันเชื้อโรคกันสุดฤทธิ์ เมื่อสวมถุงมือเรียบร้อยแล้วจึงจะหันหน้าให้ field ผ่าตัดได้ค่ะ)

และด้วยเหตุที่หมอจะสวมถุงมือขณะหันหลังให้ field ผ่าตัด ทำให้องค์ประกอบที่คิดไว้ต้องเปลี่ยนหมด... เนื่องจากเดิมคิดว่าจะวาดหมอกำลังสวมถุงมือ แบบหันหน้าให้ field ผ่าตัด และมีฉากหลังเป็นประตูห้องผ่าตัด และมีคุณหมออีกคนกำลังเปิดประตูเข้ามา (หมอที่ล้างมือแล้วจะเข้าห้องผ่าตัดโดยใช้แ่ผ่นหลังหรือไหล่ดันประตูเข้ามาค่ะ เพราะมือจะไม่สัมผัสอะไรอีกแล้ว ยกเว้นชุดและอุปกรณ์ปลอดเชื้อในห้องผ่าตัด) กลายเป็นว่าเราต้องวาด field ผ่าตัดเป็นฉากหลังแทน และตรงนี้ก็กลายเป็นเหตุให้ต้องหาข้อมูลเพิ่มอีกพะเรอเกวียน สร้างขั้นตอนการทำงานเพิ่มมากมายมหาศาลหละ ถ้าไม่รู้สึกสนุกกับการค้นคว้าก็คงเลิกไปนานแล้วหละ - -"

ดังนั้น จึงเริ่มที่กำหนดรายละเอียดอื่น คือ คนไข้ซึ่งอยู่ในสภาพพร้อมจะผ่าตัดแล้ว จากท้องเรื่องเดิม คุณพระเอกซึ่งถูกกระสุนปืนยิงเข้าด้านซ้ายหลังทะลุปอดออกมายังอกซ้าย นอกจากเขาจะอยู่ในอาการเสียเลือดมากจนต้องให้เลือดแล้ว การผ่าตัดรักษาจะต้องผ่าตัดเปิดช่องอกเพื่อรักษาแผลที่ปอด

.

สเกตซ์ 1

.

 

.

จากสเกตซ์นี้ หมอ Tachto บอกว่า อย่างอื่นโอเค ยกเว้น ท่าดึงถุงมือแบบนี้เค้าไม่ทำกันคับบบบ เพราะมันทำให้เนื้อสัมผัสภายนอก (เกณฑ์เรื่องการรักษาสภาพปลอดเชื้อของพวกหมอเคร่งมากค่ะ อย่างเมื่อสวมถุงมือปลอดเชื้อแล้ว จะไม่เปิดถุงมือออกอีก) ถ้าจะวาดท่าดึง ก็ให้ดึงแบบจัด ๆ ให้ถุงมือกระชับก็พอแล้ว และได้ข้อมูลเพิ่มอีกว่า เมื่อหมอผ่าตัดเข้าประจำที่พร้อมแล้ว รถเข็นวางอุปกรณ์ หน้าตาคล้ายโต๊ะรับประทานอาหารคนไข้แต่มีผ้าเขียวปลอดเชื้อคลุม จึงจะเข้ามาทีหลัง ดังนั้น เดี๋ยวต้องตัดรถวางอุปกรณ์ออกค่ะ

.

ทีนี้ก็มาถึงคนไข้บ้าง ...ก่อนการผ่าตัด ต้องมีการเตรียมคนไข้หลายขั้นตอน เช่น โกนขนใกล้กับบริเวณจะผ่าตัด ฟอกตัวคนไข้บริเวณจะผ่าตัด ต่อท่อปัสสาวะ แทงสายน้ำเกลือ ดมยาสลบ ฯลฯ มาถึงขั้นนี้ คนไข้จะนอนสลบบนเตียงผ่าตัดในสภาพถูกมัดมือติดกับเตียงผ่าตัดด้วยผ้า (เท้าไม่ต้อง) ร่างกายจะถูกถอดเสื้อผ้าออกทั้งหมด มีผ้าคลุมท่อนล่างกันอุจาดผืนหนึ่ง และมีผ้ารัดเอวติดกับเตียงผ่าตัด แทงสายน้ำเกลือที่แขน ต่อท่อช่วยหายใจที่ปาก และใส่สายสวนปัสสาวะแล้ววางถุงปัสสาวะบนพื้น บริเวณที่วิสัญญีแพทย์จะมองเห็น ดังนี้

.

สเกตซ์ 2

.

 

.

โปรดสังเกตว่าจะมีฉากกั้นบริเวณหัวคนไข้กับลำตัวคนไข้ ซึ่งจะเป็นเส้นกั้นอาณาเขตระหว่างหมอผ่าตัด ซึ่งทำหน้าที่ผ่าตัด กับวิสัญญีแพทย์ ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมดูแลอาการโดยรวมคนไข้ และเป็นคนควบคุมเรื่องอากาศ ยาสลบ น้ำเกลือ ท่อปัสสาวะ ฯลฯ ด้วย ตามปกติจะกั้นฉากโดยใช้เสาน้ำเกลือมาเป็นหลักผูกและกั้นที่บริเวณอกของคนไข้ เพื่อกั้นบริเวณหัว กับแขน (สายน้ำเกลือ) ไปเป็นเขตของวิสัญญีแพทย์ แต่เนื่องจากกรณีนี้จะต้องผ่าตัดเปิดช่องอก จึงขึงฉากในแนวเฉียงผ่านบริเวณไหล่ของคนไข้แทน

ด้วยความที่คนไข้เสียเลือดมาก จึงต้องให้เลือดด้วยนอกจากน้ำเกลือ.... แล้วถ้าขึงฉากแนวเฉียง มันจะกั้นแขนได้ข้างเดียว ถ้าหากต้องให้เลือดด้วย แขนอีกข้างนึงซึ่งต้องให้เลือดจะล้ำไปยังเขตของหมอผ่าตัด ซึ่งแหล่งข้อมูลให้ความสำคัญกับการกั้นอาณาเขตระหว่างเขตผ่าตัดกับเขตของวิสัญญีแพทย์มาก ๆ ตรงนี้มีวิธีแก้ด้วยวิธีเจาะเส้นเลือดแล้วสอดท่อแบบที่เรียกกันว่า central line หรือ Skin-tunnelled venous catheters ซึ่งหมอมักจะเจาะบริเวณคอหรืออกแล้วสอดท่อไปถึงเส้นเลือดดำใหญ่ใกล้หัวใจ เพื่อสามารถให้น้ำเกลือ ยา อาหารทางเส้นเลือด รวมทั้งเก็บตัวอย่างเลือดได้โดยไม่ต้องทำการเจาะหลาย ๆ ครั้งหรือหลาย ๆ รูในกรณีคนไข้หนักอยู่แล้ว ดังนั้น ในเมื่อคุณพระเอกของเราก็อาการเพียบหนักอยู่แล้ว ก็เจาะเส้นเลือดดำใหญ่ที่คอ แล้วก็ต่อสายน้ำเกลือกับเลือดไปด้วยเลย สะดวกดี ไม่ต้องขึงผ้าเฉียงด้วย (มีวิธีนี้ด้วยแหะ - -" )

ส่วนหัว นอกจากต้องสวมหมวกปลอดเชื้อ และมีสาย central line ที่คอแล้ว จะมีท่อช่วยหายใจ (endotracheal tube) สอดเข้าทางปากเข้าไปถึงบริเวณกล่องเสียงด้วย ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้กับคนไข้ผ่าตัด หรือกรณีคนไข้ไม่ค่อยรู้สึกตัวดีนัก นอกจากนี้ หมอจะเอาเทปกาวสำหรับใช้ปิดแผลที่กาวไม่เหนียวมาปิดเปลือกตาของคนไข้ด้วย เพื่อให้หนังตาปิดสนิทจริง ๆ จะได้ไม่มีปัญหาลูกตาแห้งให้ต้องรักษาอีก แต่ขั้นนี้คงต้องรอเพนต์ใบหน้าเสร็จแล้วหละค่ะจึงจะใส่ได้

หลังจากตรวจสอบความถูกต้องกันอีกระลอกและก็ออกมาเป็น final sketch ดังนี้

.

 

.

ระหว่างรอหมอ ก็ขึ้นรูปไปด้วย (ใต้เส้น-photoshop) เส้นเปะปะ ๆ นั่นกำหนดแนว perspective นะคะ 

.

.

ขั้นนี้หมอบอกว่า ที่รองแขนจะบางกว่านี้คับ แล้วก็เครื่องดมยาสลบ (ตู้ที่เห็นอยู่มุมขวา ใกล้หัวนอนคนไข้) ถอยไปอีกนิด ก็จัดการแก้ไขอีกรอบ แล้วเก็บรายละเอียดต่อเพื่อกำหนดรูปทรงของวัตถุและคนในภาพ (เหนือเส้น)

.

 

.

จากนี้ ลองกำหนดแสงโดยขึ้นเลเยอร์ใหม่ ใช้บรัชโหมด Color Burn ปรับ opacity ต่ำ ๆ แล้วเพนต์สีแสงหรือบรรยากาศที่ต้องการจนพอใจ แล้วกลับมาใช้บรัชธรรมดาเพนต์เก็บรายละเอียดตามโทนสีที่กำหนดไว้นั้น

.

.

ถัดจากนั้นก็เก็บรายละเอียดพวกอุปกรณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ ได้แก่สาย central line, ท่อช่วยหายใจ, เทปแปะหนังตา, เติมเลือดที่แผลของคนไข้ (ขณะนั้นจะไม่มีคนเช็ดเลือดไปพักนึง จนกว่าหมอผ่าตัดและเจ้าหน้าที่ที่แต่งตัวเรียบร้อยจะเข้าประจำที่และเช็ดด้วยผ้ากอซปลอดเชื้อ) เป็นอันเสร็จ (กลับไปดูภาพสำเร็จโลด)

.

close up

คุณหมอ

.

คุณคนไข้ หมดหล่อเลยพระเอกฉาน เหอ ๆ

.

.

เสร็จออกมาเรียบร้อยซะที สำหรับงานแบบเน้นข้อมูลประกอบแบบสุด ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อน นับเป็นการเขียนภาพที่เปลี่ยนบรรยากาศได้เป็นอย่างดีทีเดียว สนุกด้วย แต่เหนื่อยหลายเติบเลยค่ะ T^T เรื่องของหมอช่างซับซ้อนน่าดู

และที่จะต้องกล่าวขอบคุณจากใจจริงก็คือแหล่งข้อมูลของเรา คุณหมอ Tachto ผู้ให้ข้อมูลอย่างไม่ปกปิดและไม่รำคาญกับการถามซอกแซกสารพัดของคนเขียนตั้งแต่เรื่องจุกจิกของคุณหมอผ่าตัดจนถึงอุปกรณ์สารพัดชนิดรอบห้องผ่าตัด จนกระทั่งออกมาเป็นภาพชิ้นนี้ได้ ขอให้หมอประสบความสำเร็จในการเรียนต่อเฉพาะทางตามที่ตั้งใจไว้นะคะ

edit @ 28 May 2008 02:48:31 by lexManarae

Comment

Comment:

Tweet

#3 By (125.24.106.141) on 2009-08-23 19:44

ก็ดูดีนะครับเนี่ย.....

#2 By รีคอนดำ on 2008-06-06 13:16

ข้อมูลแน่นจริงๆอันนี้ไม่เถียงครับ
แต่ความสำคัญอีกอย่าง ของงานคือด้านภาพ
รวมๆของภาพสื่อเรื่องราวออกมาได้ดีครับ
แต่อาจจะเพิ่มให้สื่อถึงความคอขาดบาดตายได้ด้วยการเน้นแสงเงา
เข้ม และ สว่างจัด จะช่วยได้เยอะครับ เช่น แสงที่ส่องลงมาจากข้างบน ลงมาที่ตัวคนไข้ และหมอยืนย้อนแสงอยู่ อาจจะได้อารมณ์กว่านี้



ลงมาที่ดีเทลล์ ในส่วนฟิกเกอร์ของตัวคนไข้นี่ท่าทางจะสาหัสมาก เพราะดูคอจะหลุดออกจากช่วงคอ เกินมนุษย์มนา
และ มีความรู้สึกว่าตัวช่วงล่างลงไปที่อยู่หลังหมอจะขาดไปแล้ว
สังเกตุจากเงาบนพื้นที่หายไปในส่วนช่วงล่างของคนไข้

งานนี้หมอต้องพระเจ้าเท่านั้น จึงจะรั้งชีวิตคนไข้ไว้ได้

ยังไงก็ขอชมมุมมองที่ยังคงมีความกล้าหาญในการเขียนมุมนี้ออกมาครับ

สุดท้ายเรื่องสี ในส่วนของที่น้ำหนักมืดของภาพ ที่พี่ใช้สีออกม่วงๆมังคุด เข้าใจว่าพี่ใช้แทนค่าสีดำ ผมว่าพี่อาจจะลองเล่นสนุกด้วยการใช้ค่าสีอื่นแทนค่าสีดำ เพื่อนผมบางคนใช้สีแดงแทนค่าสีดำ หรือพี่อาจจะแทรกสีคู่ตรงข้ามของสีวัสดุลงไป จะช่วยให้ภาพไม่เลี่ยน และดูน่าสนใจมากขึ้นครับopen-mounthed smile

นี่เห็นว่าพี่เก่งขึ้นแล้วเลยให้ลองเทคนิคใหม่ๆนะครับ confused smile

#1 By CHABADANG on 2008-05-28 16:38